วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นายรู้จัก “น้ำตา” ดีหรือยัง

แหล่งที่มา:http:/www.manager.com
เคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่า น้ำใสๆ ที่ไหลออกจากดวงตาเวลาที่เราร้องไห้ เพราะความทุกข์เศร้า ผิดหวัง เจ็บปวด หรือแม้ในยามที่เราดีใจ ตื้นตันใจ มันมีประโยชน์อะไรอีกหรือไม่ นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา มาดูกันซิว่าคุณรู้จัก “น้ำตา” มากน้อยแค่ไหน ในภาวะปกติน้ำตาสร้างมาจากต่อมน้ำตา ต่อมภายในเยื่อบุตา ต่อมบริเวณโคนขนตา ตลอดจนต่อมภายในหนังตา แต่ละต่อมสร้างน้ำตาต่างชนิดกัน โดยเรียงกันเป็น 3 ชั้น ดังนี้
1.ชั้นนอก เป็นชั้นไขมัน มีหน้าที่ป้องกันการระเหยของน้ำตา ทำให้น้ำตาคงอยู่ในตาได้นานขึ้น
2.ชั้นกลาง เป็นน้ำ เป็นชั้นที่หนาที่สุด ทำหน้าที่ให้อาหารและออกซิเจนหล่อเลี้ยงกระจกตา
3.ชั้นใน ที่ชิดผิวตาเป็นชั้นเมือก ทำหน้าที่ปรับสภาพของกระจกตา ทำให้น้ำตากระจายตัวได้อย่างรวดเร็วเวลากะพริบตา
น้ำตาทั้งสามส่วนล้วนมีความสำคัญ หากขาดชั้นใดชั้นหนึ่งไปอาจทำให้เกิดความผิดปกติของตาได้ เพราะน้ำตานั้นมีหน้าที่สำคัญมากมาย ได้แก่ ให้ความชุ่มชื้นแก่กระจกตาและเยื่อบุตาขาว ปรับสภาพของกระจกตาให้เรียบ ทำให้เกิดการหักเหของแสงที่สม่ำเสมอ ทำให้มองเห็นชัดเจน ป้องกันการติดเชื้อของกระจกตา ชะล้างสิ่งแปลกปลอม เป็นแหล่งอาหารให้กับผิวดวงตา เนื่องจากกระจกตาเป็นอวัยวะที่ไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง จึงต้องอาศัยออกซิเจนจากอากาศและน้ำตาที่เต็มไปด้วยเกลือแร่ วิตามินเอ วิตามินอี สารต้านจุลชีพ และสารต้านอนุมูลอิสระ
อวัยวะสำหรับหลั่งน้ำตาประกอบไปด้วย ต่อมน้ำตา อยู่ในเบ้าตา ตรงมุมบนหัวตาไปถึงมุมหางตา มีท่อเล็กๆ ประมาณ 3-9 ท่อ หลอดน้ำตา เป็นหลอดเล็กๆ อยู่ในเปลือกตาบนและล่าง ตรงมุมหัวตา ยาวประมาณ 10 มิลลิเมตร ทอดไปสู่ถุงน้ำตา ถุงน้ำตา อยู่หลังผิวหนังระหว่างหัวตากับดั้งจมูก มีท่อยาวประมาณ 18 มิลลิเมตร กว้าง 3-4 มิลลิเมตร เปิดสู่ช่องจมูก
ขณะร้องไห้ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาออกมามาก บางส่วนจะล้นขอบตาไหลลงมาบนใบหน้า บางส่วนผ่านหลอดน้ำตาและถุงน้ำตาไปตามท่อสู่โพรงจมูกและคอ ที่เหลือจะระเหยหายไป น้ำตาที่ไหลลงคอเราจะรู้สึกว่ามีรสเค็ม ทั้งนี้เพราะน้ำตามีเกลือเป็นส่วนประกอบ

น้ำตาของคนเรานั้นไม่ได้สร้างขึ้นเฉพาะตอนที่ร้องไห้ แต่โดยปกติก็มีการสร้างน้ำตาอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า basic tear ซึ่งสร้างโดยต่อมที่อยู่บริเวณเยื่อบุตา ทุกครั้งที่เรากะพริบตาจะมีน้ำตาออกมาเล็กน้อยหล่อเลี้ยงดวงตาของเราอยู่ตลอดเวลา ส่วนน้ำตาที่ออกมามากในช่วงที่มีอารมณ์เศร้าหรือเจ็บปวด เรียกว่า reflex tear เกิดจากการสั่งงานของระบบประสาทเมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรณีที่มีฝุ่นผงเข้าตา แดดจ้า ลมแรง หรือมีการอักเสบของเยื่อบุตา

ในต่างประเทศนั้นถึงขนาดมีการตั้งศูนย์วิจัยน้ำตากันเลยทีเดียว วิลเลียม เฟรย์ นักชีวเคมีแห่งศูนย์วิจัยน้ำตา ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องของน้ำตามานานกว่า 15 ปี และเขียนผลการวิจัยไว้อย่างน่าสนใจว่า การหลั่งน้ำตาของคนเรานั้นถูกควบคุมโดยต่อมน้ำตา ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความเข้มของน้ำตา และควบคุมปริมาณการขับถ่ายแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นขณะที่อารมณ์เปลี่ยนแปลง ออกไปจากร่างกาย เฟรย์พบว่า ปริมาณของแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในน้ำตานั้นมากกว่าที่มีในกระแสเลือดถึง 30 เท่า และอธิบายว่าคนที่ร้องไห้จะรู้สึกสบายขึ้น เนื่องจากร่างกายได้ขจัดเอาสารเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีความทุกข์ออกไปจากร่างกายพร้อมกับน้ำตานั่นเอง ในการศึกษาของเฟรย์พบว่าผู้ชาย 73% และผู้หญิง 75% กล่าวว่ารู้สึกสบายขึ้น
หลังจากร้องไห้ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ การหลั่งน้ำตาเนื่องจากสาเหตุที่แตกต่างกัน จะทำให้ส่วนประกอบทางเคมีของน้ำตาที่หลั่งออกมานั้นแตกต่างกันด้วย โดยพบว่าสารเคมีบางอย่างเหมือนกันและบางอย่างแตกต่างกัน การทดลองนี้ใช้ชายหญิงจำนวน 100 คนหลั่งน้ำตาด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน 2 วิธี วิธีแรกโดยการหั่นหัวหอมสด ทำให้เกิดการระคายเคืองตา น้ำตาก็จะไหลออกมา กับอีกวิธีหนึ่งก็คือให้ดูภาพยนตร์ 3 เรื่องที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หลังจากนั้นก็นำน้ำตาที่หลั่งเนื่องจากสาเหตุทั้งสองมาวิเคราะห์หาส่วนประกอบดูความเหมือนและความแตกต่าง พบว่าส่วนประกอบที่แตกต่างกันก็คือปริมาณของโปรตีนในน้ำตา น้ำตาที่หลั่งเนื่องจากความรู้สึกสะเทือนอารมณ์จะมีโปรตีนสูงกว่าน้ำตาที่หลั่งเนื่องจากการระคายเคืองตาถึง 24% ข้อสังเกตที่เห็นได้จากเรื่องนี้ก็คือ ผู้ที่ร้องไห้มากๆ โดยมีสาเหตุมาจากความสะเทือนอารมณ์ มักจะมีสุขภาพทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นเพราะร่างกายต้องสูญเสียโปรตีนไปนั่นเอง ประกอบกับความสะเทือนอารมณ์ต่างๆ ก็มักจะมาพร้อมๆ กับภาวะกินไม่ได้ นอนไม่หลับร่วมด้วย น้ำตาที่มาจากการร้องไห้ยังประกอบด้วยสารเคมี 3 ชนิดซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นในขณะที่ร่างกายอยู่ในภาวะตึงเครียด ได้แก่ 1.สารเอนดอร์ฟิน เป็นตัวช่วยให้ผ่อนคลายความรู้สึกเจ็บปวด 2.เอซีพีเอช (ACPH) เป็นตัวบ่งชี้ได้มากที่สุดว่าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะกดดัน 3.โพรแลกติน เป็นตัวส่งเสริมการผลิตน้ำตา และเป็นตัวสำคัญที่นำมาใช้อธิบายความแตกต่างระหว่างเพศในเรื่องการร้องไห้ด้วย การค้นพบนี้ถูกนำมาอธิบายความแตกต่างระหว่างเพศชายและเพศหญิงในเรื่องการร้องไห้ว่า ในวัยเด็กจนถึงวัยแรกรุ่น เด็กชายและเด็กหญิงจะมีระดับโพรแลกตินใกล้เคียงกัน จึงพบว่าเด็กชายและเด็กหญิงร้องไห้บ่อยพอๆ กัน แต่เมื่อผู้หญิงโตเป็นผู้ใหญ่ จะมีระดับโพรแลกตินในกระแสเลือดสูงกว่าผู้ชายในวัยเดียวกันถึงเกือบ 60% จึงทำให้ผู้หญิงร้องไห้ง่ายกว่าผู้ชาย สำหรับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน จะมีระดับโพรแลกตินลดลงอย่างมาก จึงมักพบว่ามีอาการตาแห้งซึ่งเนื่องมาจากต่อมน้ำตาหลั่งน้ำตาออกมาหล่อลื่นได้ไม่เพียงพอ และหลั่งน้ำตาได้ช้า แม้จะเกิด
ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ก็ตาม เมื่อ “น้ำตาธรรมชาติ” ทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ จึงต้องมี “น้ำตาเทียม” มาเป็นตัวช่วย ตอนต่อไปมารู้จักน้ำตาเทียมกันบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แผนบาส(ต่อ)

จากประสบการณ์ของเรา
มีแผนอยู่3แบบคือ 1) center 1 ตัว 2)center 2 ตัว 3) Man to Man(ตัว ต่อ ตัว)
1)center 1 ตัว : แผนนี้ค่อนข้างเน้นวงนอก คือชู๊ตระยะกลาง(2แต้ม) และ ระยะไกล(3แต้ม)โดยส่วยใหญ่centerเมื่อได้บอลมักจะจ่ายให้วงนอก(ให้4ตัวที่เหลือยกเว้นcenter) ไม่ค่อยเล่นเอง แต่เล่นเองบ้างตามโอกาส เวลาและสถานการณ์ ซึ่งตำแหน่งที่จะอยู่หน้าปีกของอีกฝั่ง คือ การ์ดทั้ง 2 ไม่ว่าจะ การ์ดจ่าย(Point guard) หรือ การ์ดใน(shooting guard) ส่วนปีกทั้ง 2 จะอยู่ที่ตำแหน่ง3แต้ม ซึ่งทำมุมกับแป้นได้ 45 องศา แต่อาจจะมีการตัดไปอีกฝั่งตามสถานการณ์ เพื่อให้เปาหมายสับสน
2)center 2 ตัว : แผนนี้สามารถเล่นได้ทั้งนอกและใน คือ ตัวใน 2 ตัวเล่นกันเอง หรือ เล่นวงนอก 3 ตัวก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การ์ดจ่าย(Point guard)จะอยู่หน้าปีกทั้ง 2 ของฝ่ายป้องกัน center ทั้ง 2 ตัวก็แล้ว เป็นcenter และ Power Forward หรือไม่ก็เป็น การ์ดใน(Shooting guard) ส่วนในเหลือ 2 ตัว ก็มักจะอยู่ในตำแหน่งที่ทำมุมกับแป้น 45 องศา ณ ตำแหน่ง 3 แต้ม
3)Man to Man(ตัวต่อตัว) แผนที่จะรับมือกับการป้องการแบบMan to Man คือ ให้คนที่ถือบอล(ในที่นี้ให้คนถือบอลเป็นPoint guardแล้วให้ส่งไปให้คนข้องใดข้างหนึ่ง แล้ววิ่งไปBlockฝ่ายป้องกันที่ยืนประกบเพื่อนเราอยู่ เมื่อฝ่ายป้องกันที่ยืนประกบเพื่อนเราโดนBlockอยู่ก็ตามเพื่อนเราไม่ได้ เพื่อนเราก็วิ่งไปแทนที่เราซึ่งยืน ณ ตำแหน่งจ่ายบอล เช่น เรา เป็น Point guard เราจ่ายให้คนด้านซ้ายเราก็วิ่งไปBlockตัวที่ประกบเพื่อนเราทางด้านขวา เพื่อนเราซึ่งไม่มีตัวประกบ ก็วิ่งไป ตำแหน่งเรา(ตำแหน่งเราเดิม) เพื่อนเราก็ได้บอลไปง่ายๆ แต่ถ้าเพื่อนเราโดนตัวที่ประกบเรา ไปประกบแทน เราก็ว่างละที่นี้(เราblockอยู่ เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสได้ลูกแล้วเล่นเองง่ายมากๆ) เราก็ไปรับบอล แล้วเล่นเองเลย 555+ แผนที่ใช้นี้ถูกเรียกว่า Passขวา Blockซ้าย หรือ Passซ้าย Blockขวา ตำแหน่งอื่นๆ ก็สามารถเล่นในลักษณะนี้ได้ทุกตำแหน่งไม่จำเป็นต้องวงนอกเพียงอย่างเดียว
แล้วก็จบแผนบาส(จากประสบประการณ์แล้วฟังจากพ่อ ครูบาอาจารย์ อะนะ) ง่ายๆ ไม่ต้องหนื่อยมาก เล่นง่ายๆถ้ารู้หลัก แล้วเจอกันใหม่นะครับ เมื่อ ประเทศชาติต้องการ(แล้วจะต้องการไหมเอ่ย = =*) ไปละ บาย เพื่อนๆ

เพลง โปรดส่งใครมารักฉันที

โหลดเพลง

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แผนบาส

จากประสบการณ์ของเรานะแบ่งได้2ประเภทคือ 1.แผนรับ และ2. แผนรุก
1.แผนรับ
คือการป้องกันไม่ให้ผู้เล่นนำลูกลงห่วงได้หรือการป้องกันไม่ให้ผู้เล่นนำลูกลงห่วงได้ง่าย มี3 แบบคือ
1)แผน Man to Man หรือ ตัวต่อตัว ก็ตามชื่อ ถ้ามีความมั่นใจว่าเราได้เปรียบเราแบบเต็มประตูก็เล่นแผนนี้ไปเถอะ
2)แผน 2-1-2 พูดง่ายๆก็คือ ปีกอยู่ตำแหน่งขั้น5 ของทั้ง2ฝั่ง Center อยู่กลาง และการ์ด อยู่ประมาณ ระหว่างขั้น 2 กับ ขั้น 3 แผนนี้จะใช้ได้ดีเมื่อ เรา รู้ตำแหน่งของตัวเองและ รู้ตำแหน่งของเพื่อนเรา (อาจจะมีการแทนที่กัน แต่ ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ส่วนใครส่วนมัน)
3)แผน3-1-1 พูดง่ายๆก็คือ ตัวไล่ 3 ตัวนอก 1 ตัวเราไล่ การ์ดใน สุดท้าย 1ตัว(center เรา) ไล่ center ของฝ่ายบุก
แล้วจะมาเขียนรูปแบบของการบุกนะเฟ้ยเฮ๊ย! ไปละ บาย แล้วเจอกันเมื่อชาติต้องการ^^